ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ความไม่เป็นธรรมในพรบ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย : ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา


          สังคมไทยในปัจจุบันมีการกล่าวอ้างว่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมกันระหว่างเพศทั้งชายและหญิง แต่หากมองให้ลึกแล้วจะเห็นว่ามีความไม่เท่าเทียมหรือเสมอภาคกันอยู่ในหลายด้าน โดยด้านหนึ่งที่สำคัญคือ ด้านกฎหมาย ในที่นี้จะชี้ให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันหรือข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมในพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย ภาค ๕ ครอบครัว เรื่องความสัมพันธ์ระว่างสามีภริยา โดยอาศัยความตามมาตรา ๒๑ และ ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑ โดยจักเห็นว่าความในสองมาตรานี้จะเป็นการกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสามี ภริยา และทรัพย์สินระหว่างสามี ภริยา ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติแห่งสามี ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันของเพศแห่งการใช้กฎหมายนี้เอง อาจเป็นการทำให้ข้อกฎหมายนี้ไม่เป็นธรรมแก่เพศหญิงหรือภริยาในกรณีที่เกิดข้อพิพาท
          พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑ กำหนดความในมาตรา ๒๑ ว่าถ้าคู่สมรสมีสัญชาติอันเดียวกัน หรือถ้าภริยาได้มาซึ่งสัญชาติแห่งสามีโดยการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สมรส วรรคสองในกรณีที่ภริยามิได้ได้มาซึ่งสัญชาติแห่งสามีโดยการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติแห่งสามี ซึ่งความในวรรคสองนี้เองที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันระว่างสามีและภาริยาโดยอาจเกิดเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมได้ เพราะความในมาตรานี้เป็นการกำหนดถึงข้อกฎหมายที่ผูกพันความสุมพันธ์ระหว่างสามีและภริยา โดยจะครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลทั้งสองที่พึงปฏิบัติต่อกัน (กล่าวถึงกฎหมายในประเทศไทยคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ มาตรา ๑๔๖๑ ถึง ๑๔๖๔ อันเป็นการกล่าวถึงการต้องอยู่กินกันฉันท์สามีภริยา การต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน เป็นต้น) จะเห็นได้ว่าความในมาตรานี้อาจก่อให้เกิดการไม่เท่าเทียมกันได้ ตัวอย่างเช่น หญิงเป็นผู้ถือสัญชาติไทย แต่งงานกับชายผู้ถือสัญชาติ เอ โดยกฎหมายของประเทศเอ ยังมีความไม่เท่าเทียมกันทางเพศโดยในกฎหมายครอบครัวได้กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภริยาเป็นเป็นการกดขี่ทางเพศ เช่น ภริยาจะต้องดูแลสามีอย่างเดียวไม่สามารถประกอบอาชีพหรือมีความเห็นต่างจากความเห็นของสามีได้ เป็นต้น เมื่อเกิดข้อพิพาทในทางระหว่างประเทศขึ้น และจำเป็นต้องใช้พระราชบัญญัติขัดกันแห่งกฎหมายของไทย ในกรณีนี้ หากภริยามิได้มาซึ่งสัญชาติแห่งสามีโดยการสมรส ทำให้บทบัญญัติเรื่องความสัมพันธ์ระว่างสามีภริยาต้องเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของสามี เช่นนี้จักเห็นได้ว่าหญิงผู้นี้ยังมีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่ด้วยเพราะยังคงถือสัญชาติไทย แต่ด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย มาตรา ๒๑ นี้กลับทำให้ผู้ถือสัญชาติไทยผู้นี้ไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันบัญญัติไว้ในมาตรา ๔  ว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง วรรคสอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน หากมองในมุมกลับกันว่า “ต่อไปในภาคหน้า หญิงผู้ถือสัญชาติไทยนี้ก็อาจจะต้องถือสัญชาติเอ ตามสามีและปฏิบัติตามกฎหมายของชาติเออยู่ดี เช่นนี้จะต่างกันอย่างไร” จริงอยู่ที่หากหญิงผู้นี้ได้สละซึ่งสัญชาติไทยไปแล้ว แต่ในกรณีนี้หญิงผู้นี้ยังคงถือสัญชาติไทยอันกล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับประเทศไทยหรือยังคงถือเป็นคนชาติของประเทศไทยอยู่ ทำให้หญิงผู้นี้ต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทยอยู่นั่นเอง แต่ด้วยข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนี้กลับทำให้คนชาติไร้ซึ้งความคุ้มครองนี้ ทั้งที่เป็นสิทธิพื้นฐานที่ปวงชนชาวไทยทุกคนพึงมีและเป็นหน้าที่ที่กฎหมายสูงสุดบัญญัติไว้ ทั้งนี้นอกจากความไม่เท่าเทียมกันของการใช้ข้อกฎหมายเรื่องความสัมพันธ์ระว่างสามีภริยาอันอาจมองเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมแล้ว ยังมีข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอีกข้อในพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑ คือกำหนดความในมาตรา ๒๒ วรรคสองว่าถ้าสามีและภริยามีสัญชาติแตกต่างกัน ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติแห่งสามี ในความข้างต้นนี้นั้นทำให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ภริยาผู้ถือสัญชาติต่างจากสามี อาทิ ภริยาถือสัญชาติไทยสมรสกับสามีสัญชาติออสเตรเลีย แต่มิได้สัญชาติตามสามีจากการสมรถ กรณีพิพาทนี้เมื่อต้องใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของไทย พุธศักราช ๒๔๘๑ มาตรา ๒๒ ได้กำหนดให้เป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของสามี เช่นนี้เห็นได้ชัดเจนเลยว่าในพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑ ทั้งสองมาตรานี้ ไม่ได้ให้การปกป้องคุ้มครองคนชาติของตนอีกทั้งยังไม่มีความเท่าเทียมกันระว่างชายหญิงจนเป็นเหตุให้เกิดเป็นข้อกฎหมายที่อาจส่งผลร้ายแก่หญิง(ภริยา)หรือเกิดเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั่นเอง เหตุที่คาดได้ว่าทำไมพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑ ถึงบัญญัติกฎหมายไปในทางนี้นั้นอาจเพราะเป็นกฎหมายเก่า ซึ่งในยุคนั้นยังไม่มีความตื่นตระหนักเรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศหรือกล่าวง่ายๆ คือในสมัยนั้นเป็นสมัยที่ชายยังคงเป็นใหญ่ในบ้าน กล่าวคือชายยังคงเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นผู้ร่างกฎหมาย ทำให้กฎหมายส่วนใหญ่ที่เกิดในยุคนั้นยังคงมีการร่างเพื่อให้ชายได้เปรียบอยู่ เหตุนี้เองที่ให้เกิดความไม่เท่าเทียมในข้อกฎหมายจนเกิดเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมแก่หญิงผู้เป็นภริยาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑
จะเห็นได้ชัดเจนว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑ มาตราทั้งสองนี้ก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อสิทธิที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้แก่หญิงภริยาตามพระราชบัญญัตินี้ นั่นเพราะความล้าหลังของกฎหมาย การขัดกันแห่งกฎหมายเป็นกลไกพิเศษที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาการ ของกฎหมายในเรื่องทางแพ่งและพาณิชย์ จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์หรือจุดเกาะเกี่ยวให้ทันสมัย และเหมาะสมกับลักษณะของกิจกรรมข้ามพรมแดนอยู่เสมอ ยิ่งสภาพข้อเท็จจริงที่ทำให้ข้อพิพาทนั้นๆ เปลี่ยนไปเพียงใดก็ยิ่งจำเป็นต้องปรับปรุงจุดเกาะเกี่ยวให้เหมาะสมกับสภาพข้อเท็จจริง แต่เนื่องจากกฎเกณฑ์ทั้งหลายใน พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุธศักราช ๒๔๘๑ ออกแบบมาเพื่อใช้กับนิติสัมพันธ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งลักษณะของกิจกรรมในสังคมปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ ซึ่งไม่มีความสลับซับซ้อนหรือทันสมัยทัดเทียมปัจจุบัน จึงทำให้กลไกการขัดกันแห่งกฎหมายของไทยไม่สามารถใช้ในการเลือกจุดเกาะเกี่ยวในการใช้กฎหมายได้อย่างเหมาะสม ข้าพเจ้าจึงคิดว่าเมื่อเครื่องมือล้าสมัยไม่ทันต่อสภาพสังคมย่อมไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

สาสน์แสดงการต้อนรับ Welcome Readers!

สวัสดีนักอ่านทั้งหลาย! สำหรับโพสต์นี้ จะเป็นโพสต์แรกของบล็อกนี้ โดยบล็อกนี้มีวัถตุประสงค์ที่จะเผยแพร่บทความทางวิชาการ และวิเคราะในแง่มุมต่างๆ อาทิเชิงประวัติศาสตร์ ศาสนา แนวความคิด การเมือง เป็นต้น หวังว่าจะได้รับความพึงพอใจอันสมควรแก่ประสงค์ของท่านทั้งหลาย สำหรับบทความแรกนั้น จะเป็นเรื่องอะไร อย่างไร รอติดตามกันได้ในไม่ช้านี้ นามปากกา RegistryEdi

สถานการณ์ปัจจุบันกับมุมมองในบริบทของมาร์กซิส

สถานการณ์ปัจจุบันกับมุมมองในบริบทของมาร์กซิส "ในการต่อสู้เพื่อคัดค้านอำนาจเบ็ดเสร็จของชนชั้นคนรวย ของชนชั้นกรรมกรนั้น มีแต่การจัดตั้งพรรคการเมืองที่เป็นอิสระซึ่งเป็นปรปักษ์กับพรรคการเมืองเก่าทั้งปวงที่ชนชั้นคนรวยจัดตั้งขึ้นเท่านั้น จึงจะสามารถเคลื่อนไหวในฐานะที่เป็นชนชั้นหนึ่งได้ การที่ชนชั้นกรรมกรจัดตั้งขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองเช่นนี้นั้น เป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้ก็เพื่อประกันให้การปฎิรูปสังคมได้รับชัยชนะและบรรลุเป้าหมายสุดท้าย คือ ทำลายชนชั้น" มาร์กและเองเกลส์ "มติของการประชุมผู้แทนสหพันธ์กรรมกรสากลในลอนดอน" (กันยายน ค.ศ. 1871) ในทัศนะของข้าพเจ้ากับคำปราศรัยการที่พรรคการเมืองที่เป็นอิสระต่อพรรคการเมืองเก่า เป็นการจัดตั้งพรรคโดยนายทุนชนชั้นคนรวย คือการเคลื่อนไหวของฐานะชนชั้นคนรวย โดยคนรวย และที่สำคัญคือ เพื่อคนรวย ฉนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่พรรคการเมืองโดยกลุ่มชนชั้นคนรวยได้ถูกจัดตั้งขึ้นมิได้มีประโยชน์ต่อประชาชนโดยแท้จริง เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่า เมื่อเทียบกับทรรศนคติในและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่หัวหน้าพรรคเป็นค...